จำนองบ้านช่วยธุรกิจ
จำนองบ้านที่ดินหาเงินทำทุน
ภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ในทุกวันนี้ ทำให้การกู้ยืมเงินดูจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้กู้เงิน หรือฝ่ายผู้ให้กู้ ที่ไม่มั่นใจว่าหากปล่อยเงินของตนออกไปแล้วจะสามารถเก็บคืนได้ครบถ้วนหรือเปล่า ด้วยเหตุนี้ผู้ที่เป็นเจ้าหนี้ย่อมต้องการที่จะมีหลักประกันในการได้รับชำระหนี้คืน การหาบุคคลภายนอกมาค้ำประกันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระอย่างแน่นอนเสมอไป เพราะฐานะทางการเงินของผู้ค้ำประกันเอง ก็เปลี่ยนแปลงได้เช่นเดียวกับฐานะของลูกหนี้ หากลองคิดดูให้ดีแล้วเจ้าหนี้ที่มีหลักทรัพย์มาจำนองเป็นประกันไว้ก็จะสามารถบังคับชำระหนี้จากทรัพย์นั้นได้ก่อนเจ้าหนี้อื่นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากลูกหนี้หรือผู้กู้มีหลักทรัพย์จำนองที่มีมูลค่าใกล้เคียงกับหนี้หรือเงินที่ขอกู้ยืมไป ก็จะทำให้เจ้าหนี้ตกลงให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินได้โดยง่าย เพราะความเสี่ยงมีน้อยกว่าการไม่มีหลักทรัพย์ใดมาค้ำประกันเลย หรือมีเพียงการประกันด้วยบุคคลเท่านั้น
นอกจากนี่การจำนองยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ที่ต้องการประกอบธุรกิจแต่ขัดสนเรื่องเงินทุนหมุนเวียน ทำให้ผู้ประกอบธรุกิจที่พอจะมีอสังหาริมทรัพย์อยู่บ้าง สามารถมีเงินทุนจากการจำนองทรัพย์สินเหล่านั้น โดยไม่ถึงขนาดต้องขายอสังหาริมทรัพย์นั้นไป เพราะหากมีอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าอยู่แล้ว (ที่ดิน,บ้าน) ก็จะทำให้การขอกู้เงินง่ายขึ้นและมีความเป็นไปได้มากกว่าผู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์มาค้ำประกันการกู้ยืมโดยการนำอสังหาริมทรัพย์นั้นไปเป็นหลักประกันการชำระหนี้ที่เรียกว่า “จำนอง” และเมื่อกิจการที่ได้ลงทุนไปได้กำไรหรือมีกระแสเงินหมุนเวียนดีขึ้นแล้วก็สามารถไถ่ถอนอสังหาริมทรัพย์ของตนคืนได้
อีกทั้งระหว่างที่จำนองอยู่นั้นก็ยังสามารถใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์นั้นได้ตามปกติ จากข้อความข้างต้นหากผู้ประกอบธุรกิจเลือกที่จะขายอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้น แน่นอนว่าก็จะได้เงินมาลงทุนจริง แต่ต้องเสียอสังหาริมทรัพย์นั้นไปให้แก่บุคคลอื่นเป็นการถาวร ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้นได้อีก อีกทั้งยังไม่สามารถไถ่ถอนคืนมาเป็นของตนได้อีก
เพราะอย่างนี้เอง การจำนองจึงเป็นตัวช่วยให้การทำธุรกรรมการกู้ยืมเงินมีความคล่องตัวและก่อเกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายลูกหนี้ (ผู้จำนอง) และฝ่ายเจ้าหนี้ (ผู้รับจำนอง) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการจะจำนองหรือรับจำนอง ก็ต้องอาศัยการคิดไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน และควรปรึกษาผู้ที่มีความรู้ในด้านนี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจ เพื่อจะได้ไม่ประสบปัญหาในภายหลังเหมือนกับรายอื่นๆ